← All insightsหุ้น AI 42 ตัวดัน S&P 500 แต่ 84% ของหุ้นยังต่ำกว่าจุดสูงสุด

Stocks · แปลอัตโนมัติ

หุ้น AI 42 ตัวดัน S&P 500 แต่ 84% ของหุ้นยังต่ำกว่าจุดสูงสุด

หุ้น AI 42 ตัวสร้างผลตอบแทน 67% ของ S&P 500 ขณะที่ 84% ของหุ้นในดัชนียังต่ำกว่าจุดสูงสุดเกิน 10% สะท้อนตลาดหุ้นสหรัฐที่แคบผิดปกติ

ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเดินหน้าด้วยหุ้นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่กี่ตัว ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ยังฟื้นไม่กลับจุดเดิม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า 84% ของหุ้นในดัชนี S&P 500 ซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลอย่างน้อย 10% และราว 59% ต่ำกว่าจุดสูงสุดอย่างน้อย 20% ทั้งที่ตัวดัชนีเองห่างจากจุดสูงสุดที่ทำไว้เมื่อวันอังคารเพียง 0.2%

ภาพนี้สอดคล้องกับข้อมูลอีกชุดที่ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2024 หุ้นกลุ่ม AI จำนวน 42 ตัวสร้างผลตอบแทนด้านราคาคิดเป็น 67% ของผลตอบแทนทั้งดัชนี S&P 500 หรือคิดเป็นประมาณ +22 เปอร์เซ็นต์ จากที่ดัชนีปรับขึ้น +33% ในช่วงเดียวกัน ขณะที่หุ้นอีก 458 ตัวที่เหลือช่วยเพิ่มเพียง +11 เปอร์เซ็นต์

หุ้นนำไม่กี่ตัวแบกดัชนีไว้ทั้งตลาด

การที่ดัชนีอยู่ใกล้จุดสูงสุดทั้งที่หุ้นส่วนใหญ่ยังติดลบสะท้อนว่าผลตอบแทนของดัชนีกระจุกตัวอยู่ในหุ้นนำกลุ่มเล็ก ๆ มากกว่าที่ตัวเลขดัชนีจะบอก ข้อมูลระบุว่าหุ้น AI 42 ตัวคิดเป็น 58% ของการเติบโตของกำไรของ S&P 500 และ 81% ของการเติบโตของ CapEx และ R&D นับตั้งแต่ต้นปี 2024 ส่วนหุ้นที่เหลือทั้งดัชนีมีส่วนเพียง 20% ของการเติบโตของ CapEx และ R&D เท่านั้น

เบรดธ์แคบลงใกล้ระดับฟองดอตคอม

สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือ Market Breadth (ความกว้างของตลาด) เพียง 29% ของหุ้นที่ทำผลงานชนะดัชนี S&P 500 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับระดับต่ำราว 25% ที่เคยเกิดในช่วงฟองสบู่ดอตคอมปี 2000 ตัวเลขนี้บอกว่าการปรับขึ้นของตลาดพึ่งพาหุ้นกลุ่มแคบลงเรื่อย ๆ

กลุ่มไหนถูกกดดันหนัก กลุ่มไหนต้านทานได้

เมื่อดูตามกลุ่มอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์นำการปรับลง โดย 97% ของหุ้นในกลุ่มนี้ต่ำกว่าจุดสูงสุดอย่างน้อย 10% ตามด้วยวัสดุ 96% สาธารณูปโภค 94% และสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือย 92% ขณะที่พลังงานต้านทานได้ดีกว่า โดยมี 62% ของหุ้นที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเกิน 10% ตามด้วยเฮลท์แคร์ 70% และเทคโนโลยีสารสนเทศ 72%

ภาพการกระจายตัวของผลตอบแทน

ระดับความลึกของการปรับลงก็กว้างเช่นกัน ราว 41% ของหุ้นในดัชนีต่ำกว่าจุดสูงสุดเกิน 30% และ 17% ต่ำกว่าจุดสูงสุดเกิน 50% การกระจายตัวของผลตอบแทน (dispersion) ที่สูงขนาดนี้ทำให้การเลือกหุ้นมีความสำคัญกว่าการถือดัชนีโดยรวม

สิ่งที่ต้องจับตา

ประเด็นที่ต้องติดตามคือ เบรดธ์ที่แคบจะกลับมาเปิดกว้างขึ้นหรือไม่ หากหุ้นกลุ่ม AI ยังเป็นแรงขับเดียวต่อไป ความเสี่ยงจากการพึ่งพาหุ้นไม่กี่ตัวก็ยังสูง ขณะเดียวกันหากการหมุนของกลุ่มอุตสาหกรรม (sector rotation) กลับเข้าสู่หุ้นที่ตามหลัง การกระจายตัวอาจคลี่คลายลง ซึ่งเป็นสองฉากทัศน์ที่นักลงทุนควรชั่งน้ำหนักจากข้อมูล ไม่ใช่จากการคาดเดาทิศทาง

เรียบเรียงอัตโนมัติจากหลายโพสต์: @KobeissiLetter, @KobeissiLetter — ความเห็นประกอบ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน