← All insightsAI โครงสร้างพื้นฐานและ Palantir: แนวโน้มการลงทุน 2030

Stocks · Multi-stock · แปลอัตโนมัติ

AI โครงสร้างพื้นฐานและ Palantir: แนวโน้มการลงทุน 2030

UBS คาดรายได้ Palantir (PLTR) ถึง $33B ในปี 2030 ขณะที่ Piper Sandler เปิดแผนที่ AI infrastructure stack 8 ชั้น ครอบคลุม NEE, CEG, NVDA, ANET และอื่นๆ เจาะลึกโอกาสลงทุน

การลงทุนในหุ้น AI กำลังเปลี่ยนจากธีมโมเมนตัมระยะสั้นไปสู่การประเมินมูลค่าในระยะยาว โดยมีสองมุมมองหลักจากนักวิเคราะห์ชั้นนำที่ชี้ให้เห็นว่า AI ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐาน

UBS มองว่า Palantir Technologies ($PLTR) ยังมีเส้นทางการเติบโตอีกยาวไกล โดยคาดว่ารายได้จะขยายตัวถึงประมาณ 33,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 จากการที่ผู้บริหารตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในสหรัฐฯ มากกว่า 100% ใน 18 เดือนข้างหน้า และความต้องการจาก sovereign AI (AI สำหรับภาครัฐ) ที่เพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่ง คุณภาพของการเติบโตก็ดีขึ้นเช่นกัน โดยรายได้ต่อลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้น 67% อัตราการรักษาลูกค้า (net dollar retention) อยู่ที่ 157% และการใช้งาน Maven เพิ่มขึ้นสี่เท่าในปีที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับรัฐบาลหลายฉบับ รวมถึงข้อตกลงกับกองทัพบกสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ UBS จึงสามารถจำลองกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ที่ประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 6.53 ดอลลาร์ภายในปี 2030

แผนที่ AI Infrastructure Stack จาก Piper Sandler

Piper Sandler ได้จัดทำแผนที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ใหม่ครอบคลุม 8 ชั้น ตั้งแต่ระบบไฟฟ้าไปจนถึง AI agents โดยชี้ให้เห็นว่า AI scaling (การขยายขนาด AI) กำลังสร้างคอขวดในหลายด้าน เช่น พลังงาน การระบายความร้อน เครือข่าย พื้นที่จัดเก็บ คลาวด์ และ inference (การประมวลผลเพื่อการคาดการณ์) ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับบริษัทในแต่ละชั้น

ชั้นที่ 1: พลังงานและอสังหาริมทรัพย์ - NextEra Energy ($NEE) สร้างโครงข่ายพลังงานหมุนเวียน, Constellation Energy ($CEG) ใช้พลังงานนิวเคลียร์ 24/7, Talen Energy ($TLN) สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สำหรับ AI campus, Iris Energy ($IREN) เปลี่ยนพลังงานและ interconnects ให้เป็นกำลังการผลิต AI, Digital Realty ($DLR) และ Equinix ($EQIX) เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และจุดเชื่อมต่อ

ชั้นที่ 2: ศูนย์ข้อมูลและระบบระบายความร้อน - Vertiv ($VRT) สร้างระบบจ่ายไฟ 800V DC, Super Micro Computer ($SMCI) ประกอบระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว

ชั้นที่ 3: ซิลิคอนและฮาร์ดแวร์ - NVIDIA ($NVDA) เป็นแพลตฟอร์มหลัก, AMD ($AMD) มีแพลตฟอร์มเร่งความเร็ว, Broadcom ($AVGO) ออกแบบชิป custom สำหรับ Google TPU และ Meta MTIA, Alphabet ($GOOGL) เปลี่ยน TPU เป็นธุรกิจฮาร์ดแวร์, Intel ($INTC) เปลี่ยน 14A เป็นโรงหล่อภายนอก, Arm ($ARM) ขยายสู่เซิร์ฟเวอร์ CPU

ชั้นอื่นๆ และความสำคัญต่อนักลงทุน

ชั้นที่ 4-8 ครอบคลุมเครือข่าย (Arista Networks $ANET, Cisco $CSCO, Celestica $CLS), พื้นที่จัดเก็บ (Pure Storage $PSTG, Dell $DELL, NetApp $NTAP, HPE), การจัดการ workload (IBM, Nutanix $NTNX), GPUaaS และคลาวด์ (CoreWeave $CRWV, Nebius $NBIS, DigitalOcean $DOCN, Microsoft $MSFT, Akamai $AKAM, Amazon $AMZN, Oracle $ORCL) และชั้นการประมวลผลโมเดล (Cloudflare $NET, Fastly $FSLY)

สำหรับนักลงทุนไทย การทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้ง 8 ชั้น ช่วยให้เห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน และสามารถคัดกรองหุ้นที่มีโอกาสเติบโตตามการลงทุนด้าน AI ของบริษัทใหญ่ๆ ได้ ขณะที่การประเมินมูลค่าในระยะยาวของ Palantir สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในซอฟต์แวร์ AI ที่เติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยง เช่น การแข่งขันที่สูงขึ้น ความผันผวนของตลาด และความสามารถในการรักษาอัตราการเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้

สิ่งที่น่าจับตา

  • การเติบโตของรายได้และกำไรของ Palantir ในอีก 18 เดือนข้างหน้า ว่าจะเป็นไปตามเป้าที่ UBS วางไว้หรือไม่
  • ความคืบหน้าของโครงการ AI โครงสร้างพื้นฐานของบริษัทในแต่ละชั้น โดยเฉพาะด้านพลังงานและซิลิคอน
  • การเปลี่ยนแปลงของความต้องการใช้ AI จากภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดการเติบโตระยะยาวของทั้งระบบนิเวศ AI

หุ้นที่เกี่ยวข้อง

เรียบเรียงอัตโนมัติจากหลายโพสต์: @StockSavvyShay, @StockSavvyShay — ความเห็นประกอบ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน